<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5875994439120512258</id><updated>2011-04-21T17:47:40.373-07:00</updated><title type='text'>Kondontri</title><subtitle type='html'>Music is in My bloods</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://kondontri.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kondontri.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>i-arts</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01925558284393576992</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_2PuVRw0WRPk/SF5rsL9soAI/AAAAAAAAAAM/FOvMU3FKBj8/S220/1.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>5</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5875994439120512258.post-402552829634496087</id><published>2008-06-30T17:24:00.000-07:00</published><updated>2008-11-12T23:28:46.110-08:00</updated><title type='text'>ตามรอยฅนดนตรี ตอนที่ 2</title><content type='html'>วันนี้ก็ได้ฤกษ์ของการเขียนบทความใหม่ของผมสักทีนะครับ จากที่หายไปหลายวัน ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ(โดยเฉพาะตัวผมเองง่ะ...555)&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เข้าเรื่องเลยแล้วกันครับ จากบทความ"ตามรอยฅนดนตรี ตอนที่ 1" นั้นเราว่ากันด้วยเรื่องของส่วนประกอบของกีต้าร์ ผมว่ามันจำเป็นนะครับ สำหรับชื่อของมันในส่วนต่างๆ ถ้าหากเราไม่รู้จักหรือรู้จักแบบผิดๆ ก็อาจสื่อสารกับคนอื่นหรือฅนดนตรีคนอื่นๆ แบบผิดๆ ได้นะครับ ส่วนในเรื่องต่อไปที่ผมจะเขียนนี้ ผมว่าคงมีนักดนตรีมือใหม่หลายๆ คนเลยล่ะครับ ที่พูดถึงแล้วอาจท้อใจกับมัน และอาจล้มเลิกการเล่นดนตรีไปเลยก็ได้ แต่ผมขอย้ำนะครับ ว่ามันจำเป็น.....มาก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขั้นที่ 2 โน๊ตบนคอกีต้าร์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ก่อนที่ผมจะพูดถึงโน๊ตที่อยู่บนตำแหน่งต่างๆ ของกีต้าร์นั้น ผมคงต้องขอพูดถึงโน๊ตดนตรีสากลกันก่อนนะครับ โน๊ตดนตรีสากลนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 12 ตัวตามนี้ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;C  -  C#(Db)  -  D  -  D#(Eb)  -  E  -  F  -  F#(Gb)  -  G  -  G#(Ab)  -  A  -  A#(Bb)  -  B&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โดยที่โน๊ตทุกตัวนี้มีระยะห่างกันครึ่งเสียงทุกตัวนะครับ (โน๊ต C# กับ Db ที่ผมเขียนอยู่ในวงเล็บนั้น คือโน๊ตที่มีเสียงเหมือนกันนะครับ เพียงแต่คนละชื่อกันเท่านั้น รวมทั้ง D# กับ Eb F# กับ Gb G# กับ Ab และ A# กับ Bb ด้วยนะครับ)&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ ณ จุดเริ่มต้นนี้ ผมจะขอกล่าวถึง โน๊ตเพียง 7 ตัวก่อนละกันครับ เพื่อทำความเข้าใจง่ายขึ้นครับ ตามนี้ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;C  D  E  F  G  A  B&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โดยที่โน๊ตทั้ง 7 ตัวนี้ ให้สังเกตุเปรียบเทียบกับโน๊ตทั้ง 12 ตัวด้านบนให้ดีนะครับ ระยะห่างของเสียงแต่ละโน๊ตไม่เท่ากันแล้วนะครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;C_ _D_ _E_F_ _G_ _A_ _B_(C)&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;*( _ หมายถึง ห่างกันครึ่งเสียง, _ _ หมายถึง ห่างกันหนึ่งเสียงเต็ม )&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โดยที่แต่เดิมนั้น โน๊ตทั้ง 12 ตัวมีระยะห่างของโน๊ตแต่ละตัว ห่างกันโน๊ตละครึ่งเสียงทุกตัวครับ แต่โน๊ตทั้ง 7 ตัวนี้ มีระยะห่างของโน๊ตหนึ่งเสียงเต็มทุกตัว ยกเว้น E กับ F และ B กับ C เท่านั้นครับ ที่ห่างกันแค่ครึ่งเสียง ตามที่ผมทำสัญลักษณ์ไว้ให้ด้านบนครับ อย่าเพิ่งงงนะครับ ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มาถึงตอนนี้ก็คงพอจะรู้จักกับโน๊ตดนตรีสากลกันบ้างแล้วนะครับ ผมจะขอเข้าถึงเรื่องโน๊ตบนคอกีต้าร์กันเลยนะครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5217876152561963458" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_2PuVRw0WRPk/SGmetxtwEcI/AAAAAAAAABc/jJ2PjOsNCl4/s400/ok.jpg" border="0" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;จากภาพประกอบนี้คงจะเห็นถึงระยะห่างของโน๊ตแต่ละตัวได้อย่างชัดเจนนะครับ คงไม่งงกับภาพนี้นะครับ สายบนสุดคือสาย 1 ดีดแบบไม่ต้องกดเฟร็ตหรือโน๊ตสายเปล่าของมันคือโน๊ต E ครับ สาย 2 คือ B,  สาย 3 คือ G,  สาย 4 คือ D,  สาย 5 คือ A  และสุดท้ายสาย 6 คือโน๊ต E ครับ พอเราทราบถึงโน๊ตสายเปล่าของแต่ละสายแล้ว เราก็จะสามารถนำเอาระยะห่างของโน๊ตแต่ละตัวที่ผมได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น มาหาโน๊ตตัวอื่นๆ ได้ครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ยกตัวอย่างเช่น สาย 1 โน๊ตสายเปล่าของมันคือโน๊ต E  ถ้าเราต้องการหาโน๊ต F ซึ่งระยะห่างของโน๊ตทั้ง 2 ตัวนี้เท่ากับครึ่งเสียง เมื่อเราดีดสายเปล่าคือโน๊ต E  ฉะนั้นเมื่อเรากดเฟร็ตที่ 1 มันก็คือโน๊ต F ครับ (ข้อควรจำ : ทุกเฟร็ตบนคอกีต้าร์ จะมีค่าเท่ากับโน๊ตครึ่งเสียง) จากตัวอย่างนี้เราก็สามารถจะหาโน๊ตตัวไหนอีกก็ได้ครับ อีกสัก 1 ตัวอย่างละกันครับ สาย 2 โน๊ตสายเปล่าของมันคือโน๊ต B ถ้าเราต้องการหาโน๊ต E เราก็ต้องคิดก่อนเลยเป็นอันดับแรก ว่าโน๊ต B ไปโน๊ต E  นี้ ห่างกันเท่าไร โน๊ตทั้ง 2 ตัวนี้ มีระยะห่างกัน 2 เสียงครึ่งครับ ครึ่งเสียงเท่ากับ 1 เฟร็ต หนึ่งเสียงเท่ากับ 2 เฟร็ต ฉะนั้น 2 เสียงครึ่งก็ต้องนับไป 5 เฟร็ตใช่ไหมครับ ดังนั้นแค่นี้เราก็ทราบแล้วครับ ว่าเฟร็ตที่ 5 บนสาย 2 มันก็คือโน๊ต E ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;จากที่ผมกล่าวมานี้มันเป็นเพียงวิธีคิดหาโน๊ตบนคอกีต้าร์ ที่ผมได้อธิบายให้ฟังเท่านั้นนะครับ แต่แล้วความเป็นจริงมันคือการจำครับ คุณต้องจำให้ได้ว่า เฟร็ตทุกเฟร็ตบนคอกีต้าร์มันโน๊ตอะไรบ้าง แต่ถ้าจะให้มานั่งจำทีละสายๆ มันก็เว่อร์ครับ คุณต้องค่อยๆ จำและเล่นกับมันทุกวัน เริ่มจากโน๊ตตัวใดตัวหนึ่งก่อนครับ อาจจะเป็นโน๊ต C ก่อนก็ได้ จำมันว่า สาย 6 โน๊ต C อยู่ที่เฟร็ตไหนบ้าง ต่อมาก็สาย 5, สาย 4 และเรื่อยมาจนครบทุกสาย ขอย้ำนะครับว่าคุณต้องเล่นกับมันทุกวัน แล้วมันจะดีเองครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;สุดท้าย ผมอยากจะขอขอบคุณ คุณ Napatsakol มากครับที่เข้ามาเยี่ยมกัน ทำให้ผมมีกำลังที่จะเขียนบทความต่อไปเรื่อยๆ ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แล้วพบกันตอนต่อไปครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บาย..............ioi&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5875994439120512258-402552829634496087?l=kondontri.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kondontri.blogspot.com/feeds/402552829634496087/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5875994439120512258&amp;postID=402552829634496087' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/402552829634496087'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/402552829634496087'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kondontri.blogspot.com/2008/06/2.html' title='ตามรอยฅนดนตรี ตอนที่ 2'/><author><name>i-arts</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01925558284393576992</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_2PuVRw0WRPk/SF5rsL9soAI/AAAAAAAAAAM/FOvMU3FKBj8/S220/1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_2PuVRw0WRPk/SGmetxtwEcI/AAAAAAAAABc/jJ2PjOsNCl4/s72-c/ok.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5875994439120512258.post-5234630650433372918</id><published>2008-06-26T07:42:00.000-07:00</published><updated>2008-11-12T23:28:46.207-08:00</updated><title type='text'>ตามรอยฅนดนตรี ตอนที่ 1</title><content type='html'>ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีอย่างเป็นทางการก่อนนะครับ ตั้งแต่เริ่มมี Blog เป็นของตัวเอง ก็เพิ่งจะได้เขียนบทความของตัวเองสักทีครับ มีแต่ไปก็อปปี้ของคนอื่นมา แต่ก็หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับบุคคลส่วนหนึ่งส่วนใดไม่มากก็น้อยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่จะเข้าเนื้อเรื่อง ขอกล่าวถึง Blog นี้สักนิด Blog &lt;strong&gt;Kondontri (&lt;/strong&gt;ฅนดนตรี&lt;strong&gt;)&lt;/strong&gt; นี้ผมจัดทำไว้เพื่อเป็นแหล่งรวมความรู้สำหรับฅนดนตรีโดยเฉพาะ โดยความรู้ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากประสบการณ์ทางดนตรีของตัวเองบ้าง และค้นคว้าจากสื่ออินเทอร์เน็ทบ้าง โดย Blog ที่ผมทำขึ้นนี้ มันเป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ไม่ได้หวังให้เป็นที่นิยมชมชอบของใคร และเพียงแต่หวังแค่เป็นแนวทางหรือเกล็ดความรู้ของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สนใจดนตรีเหมือนกับผมเพียงแค่นั้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าบทความนี้กันเลยครับ สำหรับบทความ "ตามรอยฅนดนตรี" นี้ ผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของการเริ่มเล่นกีต้าร์ตั้งแต่เริ่มต้นในแบบฉบับของผม ซึ่งมันเป็นประสบการณ์จริงจากตัวผมเอง ภาษาที่ใช้ในบทความนี้ อาจไม่ใช่ภาษาที่เป็นทางการนัก แต่มันจะเป็นภาษาในแบบฉบับของผมเอง ความรู้ของผมเอง&lt;br /&gt;ความรู้ของ"ฅนดนตรี"คนหนึ่งครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นที่ 1     ส่วนประกอบของกีต้าร์&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_2PuVRw0WRPk/SGOuh0DruDI/AAAAAAAAAAw/TVzYjT911hk/s1600-h/blog+1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5216204689358174258" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_2PuVRw0WRPk/SGOuh0DruDI/AAAAAAAAAAw/TVzYjT911hk/s400/blog+1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอันดับแรกผมคิดว่าเราควรจะทำความรู้จักกับส่วนประกอบของกีต้าร์กันก่อนนะครับ ผมจะอธิบายให้ตามที่ผมรู้จักนะครับ&lt;br /&gt;  - ลูกบิด : อันนี้คงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ ก็เอาไว้ปรับตั้งสายกีต้าร์น่ะครับ ทั้งกีต้าโปร่งและไฟฟ้าก็จะอยู่ตรงหัวกีต้าร์นี่แหละครับ ยกเว้นกีต้าร์ที่ไม่มีหัวน่ะครับ ตัวอย่างเช่น กีต้าร์ไฟฟ้ายี่ห้อ Steinberger ครับ ที่ตัวปรับตั้งสายกีต้าร์ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด จะอยู่ที่ bridge มั้งครับ&lt;br /&gt;  - Fret : ทำมาจากโลหะฝังอยู่บน Finger board เป็นตัวที่จะกำหนดแบ่งเสียงของโน๊ตดนตรีจากการกดสายกีตาร์ลงบนเฟร็ตต่าง ๆ&lt;br /&gt;  - Finger board : เป็นแผ่นไม้ที่แปะลงบนคอกีต้าร์อีกทีครับ โดยที่มีไม้หลายชนิด และแต่ละชนิดก็ให้เสียงที่แตกต่างกันครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_2PuVRw0WRPk/SGOrroue3PI/AAAAAAAAAAg/pHMhvduvhfY/s1600-h/blog+1.jpg"&gt;&lt;/a&gt;  - Inlay : อินเลย์ คือ จุดบอกตำแหน่งบน Fret บนกีต้าร์ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นจุด แต่ก็มีหลายยี่ห้อที่ทำเป็นรูปต่างๆ ก็มีครับ อินเลย์ส่วนใหญ่จะบอกตำแหน่งที่ Fret 3, 5, 7, 9, 12, 15, 17, 19, 21 และ Fret 24 สำหรับกีต้าร์ที่มี 24 fret ครับ&lt;br /&gt;  - Pick up : ก็จะมีหลายคนครับที่เรียกกันว่า คอนแท็ก หรือ แท็ก ก็แล้วแต่คนเรียกละกันครับ ส่วนประกอบนี้สำคัญมากครับสำหรับกีต้าร์(จริงๆ แล้วมันก็สำคัญหมดทุกอันน่ะแหล่ะ) ไม่มีมันกีต้าร์ของเราก็ไม่มีเสียงครับ มันจะรับแรงสั่นสะเทือนของสายไปแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าส่งไปยังแอมป์แล้วขยายเสียงต่อครับ&lt;br /&gt;เจ้า Pick up นี้ก็จะมีด้วยกัน 3 ชนิดครับ เท่าที่ผมรู้จัก 1.Humbucking  2.Single coil และ 3.Semi-Humbucking ครับ ซึ่งแต่ละชนิด ก็จะให้เสียงที่แตกต่างกันไปครับ แล้วผมจะมาเขียนให้ทราบในโอกาสต่อไปแล้วกันครับ&lt;br /&gt;  - Saddle : หรือเรียกกันว่าหย่องกีต้าร์ ก็มีหน้าที่รองสายกีต้าร์ก่อนที่จะเข้าไปยึดกับ Brigde ครับ และเป็นตัวทำให้สายกีต้าร์สูงหรือต่ำจาก Finger board  หรือที่เรียกกันว่า Action กีต้าร์ ครับ&lt;br /&gt;  - Bridge : หรือสะพานสาย เป็นตัวยึดสายให้ติดกับลำตัวของกีต้าร์ ครับ&lt;br /&gt;  - Volum control : ทำหน้าที่ปรับเสียงดัง เบา ให้กีต้าร์ครับ&lt;br /&gt;  - Tone control : ทำหน้าที่ปรับเสียงกีต้าร์ให้แหลม หรือเสียงทุ้มครับ&lt;br /&gt;  - Selector : เป็นสวิตซ์เลือกครับ ว่าเราจะใช้ Pick up ตัวไหน ซึ่งโทนเสียงแต่ละตำแหน่งก็จะแตกต่างกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะครับ สำหรับส่วนประกอบของกีต้าร์ที่ควรจะรู้จักก็คงมีแค่นี้ เพราะผมรู้จักแค่นี้ครับ (555...)&lt;br /&gt;ก็คงจะทำให้คนที่ไม่รู้จัก เริ่มเรียกและรู้หน้าที่กันบ้างนะครับ ตอนแรกผมกะว่า จะเริ่มเขียน ขั้นที่ 2 ต่อนะครับ แต่ผมดูเวลาก็เกือบเที่ยงคืนแล้วครับ ผมขอตัวไปนอนก่อนและกัน พรุ่งนี้มีเรียนเช้าครับ แล้วเจอกันใหม่ใน ตามรอยฅนดนตรี ตอนที่ 2 นะครับ    &lt;br /&gt;บ๊าย............บาย..............ioi&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_2PuVRw0WRPk/SGOrVrspJ_I/AAAAAAAAAAY/7apWXdwg9Zk/s1600-h/blog+1.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5875994439120512258-5234630650433372918?l=kondontri.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kondontri.blogspot.com/feeds/5234630650433372918/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5875994439120512258&amp;postID=5234630650433372918' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/5234630650433372918'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/5234630650433372918'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kondontri.blogspot.com/2008/06/1.html' title='ตามรอยฅนดนตรี ตอนที่ 1'/><author><name>i-arts</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01925558284393576992</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_2PuVRw0WRPk/SF5rsL9soAI/AAAAAAAAAAM/FOvMU3FKBj8/S220/1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_2PuVRw0WRPk/SGOuh0DruDI/AAAAAAAAAAw/TVzYjT911hk/s72-c/blog+1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5875994439120512258.post-3572424750894528993</id><published>2008-06-22T10:02:00.000-07:00</published><updated>2008-06-22T10:16:55.926-07:00</updated><title type='text'>ประวัติวง Dream Theater</title><content type='html'>เมื่อ กันยายน ปี 1986 เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นในการก่อตั้งวง มือกีตาร์ จอห์น Petrucci และเพื่อนมือเบสของเขา จอห์น เมียง โดยทั้ง 2 เรียนอยู่ด้วยกันที่ โรงเรียนดนตรี Berklee ใน บอสตัน ทั้ง 2 คนก็กำลังหาสมาชิกอื่นๆ เพื่อก่อตั้งวงเพื่อเล่นในยามว่าง ต่อมาพวกเขาทั้ง 2 ก็ได้มาเจอกับมือกลอง Mike Portnoy ในห้องฝึกซ้อมห้องหนึ่งใน Berklee โดยบังเอิญ ต่อมาหลังจากได้พูดคุยตกลงกันพวกเขาทั้ง 3 ก็ตัดสินใจที่จะตั้งวงเพื่อเล่นดนตรีกัน โดยพวกเขาได้ติดต่อเพื่อนสมัยโรงเรียนมัธยม Kevin Moore เพื่อเล่นคีย์บอร์ด และนักร้องชื่อ Chris Collins เพื่อให้วงสมบูรณ์ โดยในขณะนั้นรู้จักกันดีในนาม Majesty วงในขณะนั้นได้เล่นแจมกันในเวลาว่างและได้อัดเสียงเป็น demo มีทั้งหมด 8 เพลง เพื่อ ขายไปยังคนฟังแถบนั้น ซึ่ง Demo มีชื่อว่า 'Majesty Demos' โดนสามารถขายได้ 1000 แผ่นภายใน 6 เดือนแรก เป็นที่น่าทึ่งมากที่เดโมยังคงจำหน่ายได้ และยังคงสามารถมีให้เห็นในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาเดือนพฤศจิกายน Chris Collins ก็ได้ออกจากวง ทำให้มีความจำเป็นในการหานักร้องคนใหม่ โดยที่วงยังคงแต่งเพลงและอัดเดโมต่อไป โดยเพลงบรรเลงของวงบางเพลงก็เริ่มคิดได้ ณ ช่วงเวลานั้นอีกด้วย ในที่สุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 1987 วงก็ได้มีนักร้องคนใหม่คือ Charlie Dominici ด้วยความกระตือรือล้นในการจำหน่ายเดโมอย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้นทำให้เขาได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง Mechanic Records และก็เริ่มทำอัลบั้ม “When Dream and Day Unite” เป็นที่น่าโชคร้าย ก่อนที่พวกเขาจะทำงานเพลงต่อไป ชื่อวงของพวกเขาได้ไปซ้ำกับวงจาก Las Vegas วงหนึ่งชื่อ Majesty เหมือนกัน ทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนชื่อวงใหม่ ชื่อใหม่ของวงได้ถูกตั้งขึ้นใหม่โดย Howard Portnoy ซึ่งเป็นพ่อของ Mike Portnoy โดยเขาแนะนำว่าให้ใช้ชื่อว่า Dream Theater ซึ่งเป็นชื่อโรงภาพยนตร์หนึ่งในรัฐ California ที่ถูกรื้อไปแล้ว ต่อมาอัลบั้ม “When Dream and Day Unite” ได้บันทึกเสียงเสร็จและจำหน่ายไปยังคนฟัง progressive rock โดยได้รับความสนใจบ้างจากหมู่คนฟัง progressive rock แต่เป็นที่น่าโชคร้ายที่วงถูกยับยั้งไม่ไห้เล่นในคลับและบาร์ เนื่องจากค่าย Mechanic ขาดแคลนเงินทุนในการเตรียมการออกทัวร์ของวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อออกจากค่าย Mechanic ทำให้ Charlie Dominici ต้องออกจากวง จึงทำให้ต้องหานักร้องคนใหม่มาแทน ซึ่งต่อมา Chris Cintron, John Arch, Steve Stone และ จอห์น Hendricks และคนอื่นๆอีกมาก ได้รับการ audition แต่ก็ได้ถูกปฏิเสธไปทุกราย จนในที่สุดปลายปี 1991 ได้มีเทปม้วนหนึ่งจาก Canada ซึ่งเป็นนักร้องจากวง Winter Rose ชื่อว่า Kevin LaBrie ทำให้วงต้องเรียกเขามาที่ New York เพื่อการ audition โดยเขาได้ร้องเพลง To Live Forever, Learning to Live และ Take the Time และวงจึงตัดสินใจรับเขาเข้ามาเป็นนักร้องของ วงท่ามกลางผู้ที่มาสมัครกว่า 200 คน เนื่องจากมีสมาชิกในวงที่มีชื่อ จอห์น 2 คนและ 1 Kevin ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ LaBrie ต้องใช้ชื่อกลางของเขาคือ James มาเป็นชื่อแรกของเขาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมา Dream Theater ได้เซ็นสัญญากับค่าย ATCO Atlantic (ซึ่งตอนนี้เป็น EastWest) เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้ม “Images and Words” ซึ่งเป็นงานเพลงแนว prog ชิ้นโบแดงแห่งปี 1990 โดยมี mv ออกมา 3 เพลงคือ Pull Me Under, Time, และ Another Day โดยสถานีวิทยุได้เปิดเพลง Pull Me Under บ่อย จนทำให้อัลบั้ม Images and Words สามารถจำหน่ายได้มาก และนี้เองที่ทำให้แฟนเพลงแนว prog ทั่วทั้งอเมริกา ได้กลายเป้นแฟนเพลงตัวจริงของวงในที่สุด จึงต้องทำให้ค่าย ATCO ได้ตัดสินใจออกอัลบั้มและวิดีโอบันทึกการแสดงสด. “Live at the Marquee” ได้ถูกบันทึกเสียงใน Marquee Club ที่ London และ Live in Tokyo ก็ถูกบันทึกใน Tokyo และระหว่างการทัวร์ปี 1993 อีกทั้งทางวงก็มี bootleg การแสดงของวงรอบโลกอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาหลังจากการออกทัวร์ วงก็เริ่มที่จะทำอัลบั้มที่ 3 ต่อไปในเดือนพฤษภาคมปี 1994 ชื่ออัลบั้มว่า “Awake” และบันทึกเสียงเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม แต่ก่อนได้ mix เสียงเสร็จ Kevin Moore ก็ขอลาออกจากวงเพื่อไปทำอัลบั้มตัวเองต่อไป เพื่อให้การทัวร์ The Waking Up The World tour ได้ดำเนินต่อไป วงก็ได้จ้างให้ Derek Sherinian มาเล่นคีย์บอร์ดชั่วคราวไปก่อนที่จะหา มือคีย์บอร์ดมาแทน Kevin ทางวงสนใจในตัว Jordan Rudess แต่เขาก็ได้รับงาน ของวง Dixie Dregs ไปก่อนแล้ว จึงได้มีมือคีย์บอร์ดคนอื่นมา audition เช่น Jens Johansson (วง Stratovarius) แต่ก็ได้ถูกปฏิเสธไป และในที่สุดวงจึงตัดสินใจให้ Derek Sherinian เป็นมือคีย์บอร์ดของวงเต็มตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเดือนเมษายน ปี 1995 วงก็ได้ไป BearTracks Studios เพื่อบันทึกเสียงเพลงมหากาพย์ยาว กว่า 23 นาที A Change of Seasons ที่ได้แต่งโดยดั้งเดิมเมื่อปี 1989 เพลงนี้ได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างของเพลงอีกด้วย โดยที่ Derek Sherinian ได้มีส่วนในการแต่งช่วงคีย์บอร์ดในเพลง ในที่สุดเมื่อ 19 กันยายน 1995 EP อัลบั้ม “A Change of Seasons” (ชุดนี้ไม่จัดอยู่ในอัลบั้มเต็ม) ก็ได้ออกวางจำหน่าย โดยได้รับความสนใจจากแฟนเพลงได้อย่างดี ต่อมาพวกเขาก็ได้เริ่มบันทึกเสียงอัลบั้ม “Falling Into Infinity” ซึ่งอัลบั้มนี้แต่เดิมมี 2 cd แต่น่าเสียดายที่ค่าย Elektra ไม่อนุญาตให้ออก cd คู่ ทางวงจึงทำออกมาเพียงแค่ 1 เท่านั้น หลังจากการออกทัวร์ของ Into Infinity world tour วง Dream Theater จึงหยุดพัก เพื่อสมาชิกในวงได้มีโอกาสได้ทำงาน side project ของตนเอง เช่น จอห์น Petrucci และ Mike ตั้งวง Liquid Tension Experiment โดยมี Jordan Rudess และ Tony Levin มาร่วมเล่นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น จอห์น Patitucci ยังมีโปรเจคเป็นมือกีตาร์ใน Explorer's Club ของ Trent Gardner ส่วน Derek ก็มีโซโล่อัลบั้มของตัวเอง, James เป็นนักร้องและศิลปินรับเชิญในอัลบั้มที่ 3 ของวง Shadow Gallery จอห์น เมียง และ Derek Sherinian ยังได้เล่นร่วมกับวง King's X ซึ่งมี Ty Tabor เป็นนักร้อง และ จอห์น เมียง ยังมี side-project กับวง Platypus อัลบั้ม “When Pus Comes To Shove“เมื่อปี 1998 และวง the Jelly Jam ทั้ง 2 อัลบั้มอีกด้วย และในระหว่างการทำ Side-project ของแต่ละคนนั้น ทางวงได้หาช่องทางในการออก live 2CD และ video ที่มีชื่อว่า “Once in a LIVE time” ซึ่งได้รับการบันทึกเสียงกว่า 2 คืนในยุโรป ซึ่งวีดีโอประกอบไปด้วย live shows, การทำงานใน studio และคำวิจารณ์ต่างๆของ Mike Portnoy&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาปี 1999 ก็มีข่าวออกมาว่า Derek ได้ออกจากวง และได้ Jordan Rudess เข้ามาแทน ส่วน Derek ก็ได้ไปทำงาน solo albums และวง Planet X ต่อไป ในช่วงเวลานั้น Kevin Moore อดีตมือคีบอร์ดคนแรกก็ได้ออกอัลบั้มที่ชื่อว่า Chroma Key project ด้วย และ James LaBrie นับเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของวงที่ไม่มี side-project จนกระทั้งถึงต้นปี 1999 เมื่อเขาได้ทำงานใน MullMuzzler project ของ Matt Guillory และ Mike Mangini ซึ่งก็ได้รับความสนับสนุนอย่างดีจากคนฟังเพลงแนว prog(progressive) จนกระทั้งปี 2005 James LaBrie ได้ออก solo album ครั้งแรกมีชื่อว่า “Elements Of Persuasion”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาค่าย Elektra ได้ให้อิสระแก่วง Dream Theater เต็มที่ในการสร้างสรรค์งานอย่างอิสระในการทำอัลบั้มต่อไป ผลก็คือเป็นหนึ่งในอัลบั้มตำนานของแนว prog rock ตลอดกาลคืออัลบั้มมหากาพย์ “Scenes From A Memory” ความยาว 77 นาที ที่ออกมาเมื่อปลายปี 1999 ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็น concept album ที่ดีที่สุดตั้งแต่ที่วง Queensryche เคยทำอัลบั้ม Operation: Mindcrime มา และต่อมาก็ได้ออก DVD บันทึกการแสดงสดเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่ง Metropolis 2000- live from New York เป็นบันทึกการแสดงสดที่แฟนเพลงต่างรอคอย และเพื่อเป็นเป็นของขวัญสำหรับผู้ที่ไม่มี DVD Mike ตัดสินใจที่จะออก CD live album 3 แผ่นจาก Metropolis 2000 concert และครั้งนี้ก็เป็นการออกอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ไม่ราบรื่นเพราะอัลบั้มนี้ออกเมื่อ 11 กันยายน 2001 ที่ตรงกับช่วงวันแห่งโศกนาฏกรรมตึก World Trade Center ถล่ม ซึ่งนับว่าเป็นความบังเอิญอย่างมากในการออกแบบภาพปกของซีดี เนื่องจากหน้าปก มีรูปแอปเปิ้ลเผาไฟ ที่ดัดแปลงมาจากรูปหัวใจเผาไฟจากอัลบั้ม Images and Words กับโครงสร้างอาคารในกรุง New York ท่ามกลางเปลวไฟ จึงมีการเรียกคืนซีดีที่วางจำหน่ายไปแล้ว และเปลี่ยนแบบปกใหม่ภายและ็วางจำหน่ายอีกครั้งในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาทางวงก็พยายามที่จะบันทึกเสียงอัลบั้ม ที่ 6 ของพวกเขาต่อไป ซึ่งมีทีมงานที่เคยทำในชุด Image and Word ด้วย โดยที่ Mike Portnoy และ จอห์น Petrucci เป็น producer โดยวงพยายามสร้างสรรค์งานมหากาฟย์อีกครั้ง อัลบั้ม “Six Degrees of Inner Turbulence” เป็น concept album คู่ (2-CD studio album) ที่ออกเมื่อเดือน มกราคมปี 2002 และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากแฟนเพลง ซึ่ง Disc #1 ประกอบไปด้วยความยาวกว่า 50 นาที และ Disc #2 ประกอบไปด้วยความยาวกว่า 42 นาที ซึ่งอัลบั้มนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสมควรน่ายกย่องเพียงใด ต่อมา Dream Theater ก็ได้ออกอัลบั้มที่ 7 ที่มีชื่อว่า “Train of thought” และออก DVD คู่ บันทึกการแสดงสด Live at budokan และ3 CD บันทึกการแสดงสดอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2005 ทางวงก็ไม่รอช้าที่จะออกอัลบั้มที่ 8 ที่มีชื่อว่า “Octavarium” ออกมา อัลบั้มนี้ไม่เพียง studio album ที่ 8 ของวงเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่ครบ 20 ปีของวงพอดี นักดนตรีแต่ละคนยังมีโปรเจคและโซโล่อัลบั้มที่อัปเดตต่างๆมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน อัลบั้มใหม่วางแผงแล้ว ชื่อว่า Systematatic Chaos กับสังกัด Roadrunner&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก &lt;a href="http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=P40039"&gt;http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=P40039&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5875994439120512258-3572424750894528993?l=kondontri.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kondontri.blogspot.com/feeds/3572424750894528993/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5875994439120512258&amp;postID=3572424750894528993' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/3572424750894528993'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/3572424750894528993'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kondontri.blogspot.com/2008/06/dream-theater.html' title='ประวัติวง Dream Theater'/><author><name>i-arts</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01925558284393576992</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_2PuVRw0WRPk/SF5rsL9soAI/AAAAAAAAAAM/FOvMU3FKBj8/S220/1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5875994439120512258.post-5921881083530148165</id><published>2008-06-22T08:21:00.000-07:00</published><updated>2008-06-22T08:33:23.282-07:00</updated><title type='text'>พันธุ์ Metal</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Hard Rock&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Hard Rock หนึ่งในรูปแบบของดนตรีจังหวะ Rock and Roll ในยุค 1960 ดนตรี Rock ได้แตกแขนงขึ้นมากมาย Hard rock ความนิยมสูงที่สุดในระหว่างปี 1969 และ 1985Hard Rock จำกัดความอย่างง่ายๆ คือดนตรีมีนำดนตรีร๊อคนำมาเล่นในหนักขึ้น และ ได้เป็นต้นแบบของดนตรี Heavy Metal แต่มีความแตกต่างเล็กน้อย คีย์ที่ปรับบ่อยๆ สเกลที่ใช้บ่อยๆ คือ Pentatonicscale สำหรับการสร้างดนตรีนี้เริ่มจาก การใช้ Power chord จากแทนที่จะเล่นคีย์ธรรมดาแต่ปรับมาเล่นต่างจากปกติ 4-5 คีย์ ของ สเกลHard Rock มักจะใช้ effect เสียง Trebly Overdrive บนกีตาร์ กลอง ตีอยู่ใน 100 - 150 Beats ,กับ 120 BPM โดยทั่วไป โดยปกติโดยปกติเสียงโทนต่ำใน Bass guitar เสียงความอบอุ่นและเป็นลักษณะของเพลงโทนต่ำ เหล่านั้นที่ค้นพบในดนตรี Hard Rock และ Heavy Metal ในต่อมาด้วยในบทเพลงจะมีคล้าโคลงโดยเริ่มจาก intro , verse1 , chorus1 , verse2 , chorus2 , solo ,chorus3 และ ending หรืออาจจะวนมาที่ Chorus2 อีกรอบก็ได้ในขณะดนตรีฮาร์ดร๊อคเกิดขึ้นก็ได้มีสายต่างๆแยกมาด้วยเช่นกัน เช่น Punk rock , Grunge ,Industrial rock และ Heavy Metal อีกด้วย ซึ่ง Hard Rock ได้พัฒนามาเป็น Heavy Metal ในเวลาต่อมาวง Hard Rock ที่แนะนำBlack Sabbath , Deep Purple , Queen , Led Zeppelin , Van Halen , The Stooges, MC5 , AC / DC , Gun ‘N Roses , Jimi Hendrix , The Who , Thin Lizzy , Aerosmith ,Def Leppard , UFO , Cream etc.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Heavy Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Heavy Metal คือดนตรีรูปแบบหนึ่ง รูปแบบของเพลงคือความบ้าคลั่ง,จังหวะที่กำลังขับ ของ Rhythmอันหนักหน่วง และที่ดังขึ้นอย่างมากของ Effect Distorted ของกีตาร์ Heavy metal คือการพัฒนาหนึ่ง การพัฒนาของ Blues rock , Rock and Roll และ Prog rock แหล่งกำเนิดของมันอยู่ในสายHard Rock ซึ่งระหว่าง 1967 และ 1974 หยิบเอา Blues rock , Rock and Roll มาสร้างลูกผสมกับ Rock อีกด้วย กีตาร์ และ กลอง คือส่วนสำคัญของ Heavy metal มีความนิยมของมันใน 1980’sระหว่างนี้ Heavy Metal ยังคงมีโลกมากมายและไม่มีวันตาย โดยมีแฟนๆหรือเรียกว่า Metalheadsและ Headbangers เป็นผู้ฟัง และ สนับสนุนต่อไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วง Heavy metal ที่แนะนำDecapitated , Black Sabbath , Metal Church , King Diamond , Manowar ,Motorhead , AC/DC , Ozzy Osbourne , Primal Fear , Mercyful Fate etc.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Speed Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Speed Metal คือประเภทของ Heavy Metal ซึ่งคล้ายกับ Thrash Metal ซึ่งไม่ตั้งใจให้ไพเราะและแสดงอิทธิพลเล็กน้อยของดนตรี Punk rock วง Judas Priest และ Accept คือซึ่งได้รับการพิจารณาจะผู้พัฒนาหลักของประเภทนี้ โดย Judas Priest ได้ออกอัลบั้ม Painkiller ออกมาในปี 1990’s คือตัวอย่างที่ดีจากประเภทนี้ โดยการผสม Riff ไวนรก โดยมีเสียงร้องของ Rob Halford เสียงแหลมสุดๆแบบ Heavy แต่ Speed จะเร็วกว่าเยอะวง Motorhead ได้ form วง ในปี 1975 โดยเล่น Speed Metal ผสมกับ ดนตรี Punk หรือเรียกsound แบบนี้ว่า Heavy punk-influenced sound ซึ่ง เมทัลสายนี้ แบ่งแยกได้ยากมากๆ และส่วนมากจะเรียกรวมกับ Thrash ว่า Speed Thrash Metal ไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Thrash Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Thrash Metal คือดนตรี ประเภทย่อย ของ Heavy Metal แหล่งกำเนิดของ Thrash Metal เกิดขึ้นใน 1970’s และเสื่อมใน 1980’s ล่าสุดเมื่อเริ่มต้นของวงต่างๆ ก็มีการรวบรวมวงต่างๆในฝั่งอังกฤษ และใช้ชื่อว่า NWOBHM ย่อมาจาก New Wave of British Heavy Metal ดนตรี Thrash metal เป็นสายที่มีความก้าวร้าวมาก คล้ายกับ Speed Metal ที่กล่าวไว้ข้างต้นThrash metal ถือว่าเป็นเมทัลแขนงหนึ่งที่จัดได้ยาก เพราะมีการนำดนตรีอื่นๆเข้ามาผสมมากมาย แฟนๆจำนวนหนึ่งและนักดนตรีมีความคิดมั่นคงของประเภทนี้ ได้ต่อต้านวงที่นำดนตรีอื่นๆเข้ามาผสม Thrashแท้ๆ อาจเป็นเพราะไร้ประโยชน์ ก็ได้ เช่นการนำ ดนตรี Hardcore , Punk , Classical และ Jazz เข้ามาผสมโดยทั่วไป พื้นฐานแห่งดนตรีของ Thrash ประกอบด้วยความเร็ว และเสียงโทนต่ำ กีตาร์เร็วขยี้และความซับซ้อน Riff กีตาร์ด้วยบางครั้งทำให้เป็นชั้นสูงเพลงร้องแล้วเล่นกีตาร์ไปพร้อมกันเลยโดยปกติความเร็วพื้นฐานของกลองในรูปแบบ Thrash Metal นี้อยู่ใน 1/2 beat หรือ 2nd และ 4thbeats ของเครื่องมือวัด ใช้กลองเสียงต่ำกว่าใช้ธรรมดาอีกด้วย และใช้ กระเดื่องคู่ ตีกลองแบบสับๆดนตรีThrash นี้ เป็นต้นกำเนิดของสายเมทัลอีกมากมายเช่น Death Metal , Black Metal ก็โดยวงSlayer , Venom ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วง Thrash metal ที่แนะนำDestruction , Kreator , Sodom , Anthrax , Megadeth , Metallica , Slayer ,Annihilator , Artillery , Coroner , Dark Angel , Death Angel , Exodus , NuclearAssault , Overkill , Sadus , Sepultura ,Skitzo , Stormtroopers Of Death , Pantera ,Testament , Vio-lence , Voivod , Venom etc.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Death Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แนว Death มีลักษณะที่ ใกล้เคียงกับ Black แต่ว่าเนื้อหาของ Death จะเน้นไปที่ การกระทำมากกว่าBlack พูดง่ายๆDeath เน้น กระทำ ส่วน Black เน้น ทางความคิด เน้นเนื้อหาไปทางความตาย การหลอกหลอน การทำลายล้าง เลือดSound จะบาดหูทำลายทำร้าย เยื่อหูแนะ นำ Morbid Angel , Vader , Death&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Black Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แนว Black แนวนี้ เน้นเนื้อหาที่ลึกลับ เรื่องเล่า ตำนานโบราณ ปีศาจ ภูติผี ภูติการ บูชาซาตาน พิธีกรรมมืด ใช้ Sound ในโทนต่ำ ดูม่นหมองและการเหยียดหยาม ทุกศาสนา อย่างตรงไปตรงมา การทำลายล้างความ สันติสุข นิยมสงคราม การฆ่าส่วนใหญ่อยู่แถว สแกนดิเนเวียแนะนำ Mayhem , DarkFuneral , Marduk&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Power Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นเมทัลที่มีรีฟกีตาร์หนา และอื่นๆ(บอกไม่ถูก) เช่นวง Iron Maiden Helloweenมี2สายนะ คือ Power Thrash ในรู้แบบของ Pantera (วงโปรดผม) ในไทยก็มี Clone (โคลน)Heavy Power Metal ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Industrial Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ต้นกำเนิดมาจากซาวนด์ในโรงงานอุสาหกรรมบวกกับความคับแค้นของสังคมเมือง ดนตรีสายนี้มีอายุมานานเช่นกันแต่ได้รับความนิยมน้อยลง มี วง Fear Factory ในไทยก็ Nerve นี้ละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Doom Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นดนตรีคล้ายๆเพื่อชีวิต เนื้อหาจะเกียวกับชีวิตอาจเป็นความตายได้ในบางครั้ง ทรงพลัง แต่ ช้าเนิบๆรีฟยานๆ นั้นละคือจุดเด่น ของดูมเมทัล ไมเน้นความไว อาจมี คีบอร์ดหรือ อะคูสติกกีตาร์ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Gothic Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นดนตรีเมทัลที่แยกมาจากสาย Doom , Black มีลักษณะ ดนตรีแห่ง ความโศกเศร้า หลอนจิต จะพิถีพิถันดนตรีมากๆ แบบซิมโพนิก โครงสร้างจะเป็นซาวนด์ในยุคคลาสสลิก มีคีบอร์ดเป็นตัวเด่น และสามารถนำไปผสมกับแนว Death/Black ได้ด้วยเช่นกันสายเสริมของดนตรี เมทัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Melodic Metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นเมทัลฟังง่าย ติดหูไว ไม่ได้เน้นความโหด จะเป็นทำนองสวยงาม พลิ้วไหวในการโซโล รีฟคมชัดอาจมีเปียโน,คีบบอร์ด ด้วยเช่นวง In Flames ,Amon Amarth ,Children of Bodom, Angra จะมีหลายสายเหมือนกันเช่นMelodic Power,Melodic Death เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Gore metal&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Gore metal อันนี้ต้องยกยอดไปรวมกับ Brutal เพราะว่าจะเน้นดนตรีที่รวดเร็ว กดประสาท เสียงต่างๆประดังเข้ามา จนปวดกะโหลก เสียงร้องที่ สำราก กดตำ ตะโกน เหมือนกำลังจะตาย แต่ว่า ภาคดนตรีรับประกันความ ปึ๊ก!เพราะจะเล่นแนวนี้ได้เอ็งต้อง เก่งโคตรอย่างแน่นอน ( สงสารหลอดลม นักร้องนำที่สุด ) ขอแนะนำDisgore ของอเมริกา เป็น กอร์เมทั่ล พันธ์แท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Brutal Death&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นแนวดนตรีที่มาจาก Death Metal แท้ๆแต่เอามาสำรอกจนฟังไม่รู้เรื่องและจะเน้นในคีย์ต่ำๆ แต่บางช่วงจะแว๊กออกมาแหลมๆบ้างแต่น้องกว่ากดเสียงต่ำๆ และกลองจะเน้นเร็วเพียงอย่างเดียว(พลังไม่ต้อง มั่ว+รกเดี๋ยวโหดเอง) สังเกตุว่าแนวนี้จะมีเสียงสแนร์ที่รัวตลอดเวลา ท่อนส่งจะรัว Tom ทุกไปไล่เสียงไป หาฟังได้จากวง Canibal Corpe , Broken Hope&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Gore Grind(Death)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อยู่ใน ไกรน์คอร์อยู่แล้ว แต่แตกมา แต่โหดร้ายกว่า บลูทัล และ ไกรน์คอร์ อีก สายพันธุ์นี้แยกยากจะสับสนกับบูลตัล และ ไกร์นคอร์ เสียงร้อง,โครงสร้างไม่ต่างกันมากนัก ไม่เน้นเทคนิกแบบบูลทัล ชอบมีซาวนด์สยองขวัญนำมาเป็นไตเติล ดูง่ายๆตรงเนื้อเพลง เกียวกับ การ หั่น,สับ,ควักไส้ เช่น Mortician&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Porn Grind (Death)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับ ไกรน์คอร์ แต่ต่างตรงที่เนื้อหาจะเกียวกับ ความวิปริตทางเพศ เช่นวง Lividity ไทยก็มี She's Gorn&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก &lt;a href="http://club.yenta4.com/view_topic.php?type=content&amp;amp;club=YaGuZa_RoCk&amp;amp;club_id=38456&amp;amp;table_id=1&amp;amp;cate_id=-1&amp;amp;post_id=355144"&gt;http://club.yenta4.com/view_topic.php?type=content&amp;amp;club=YaGuZa_RoCk&amp;amp;club_id=38456&amp;amp;table_id=1&amp;amp;cate_id=-1&amp;amp;post_id=355144&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5875994439120512258-5921881083530148165?l=kondontri.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kondontri.blogspot.com/feeds/5921881083530148165/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5875994439120512258&amp;postID=5921881083530148165' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/5921881083530148165'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/5921881083530148165'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kondontri.blogspot.com/2008/06/metal.html' title='พันธุ์ Metal'/><author><name>i-arts</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01925558284393576992</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_2PuVRw0WRPk/SF5rsL9soAI/AAAAAAAAAAM/FOvMU3FKBj8/S220/1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5875994439120512258.post-1265641495951011910</id><published>2008-06-22T07:25:00.000-07:00</published><updated>2008-06-22T07:46:53.844-07:00</updated><title type='text'>Progressive</title><content type='html'>ดนตรีร็อคแนวนี้แตกดอกออกผลเบ่งบานอยู่ประมาณช่วงปี 1967-1979 ครับ ลักษณะโดยสรุปก็คือเป็นดนตรีร็อคที่เน้นแนวคิดการนำเสนอที่ก้าวหน้าซับซ้อน บางทีก็ใช้กลวิธีของการนำเสนอ concept หมายความว่า มันมี theme หรือแก่นเรื่องเป็นตัวนำ มีการผูกเรื่องราวเรียงร้อยประติดประต่อกันไปตั้งแต่ต้นจนจบอั้ลบั้ม ฟังแล้วต้องคิดเหมือนนั่งดูหนังเรื่องหนึ่งหรืออ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เพราะมีสาระที่ศิลปินต้องการนำเสนอแอบแฝงอยู่ ดนตรีประเภทนี้มักใช้ภาษาที่ยากต่อการตีความ คือมักจะนำเสนอสาระไม่ตรงไปตรงมาเหมือนเพลงร็อคทั่วไป บางอัลบั้มเน้นท่อนเมโลดี้และการโซโล เล่นแจมกัน หรือ improvisation ที่ยาวเฟื้อยหลายนาที บางครั้งก็มีแต่เพลงบรรเลงทั้งอัลบั้ม บางทีก็เรียกดนตรีแบบนี้แยกย่อยออกไปอีกว่าเป็นแนว symphonic progressive rock ตัวอย่างศิลปินที่เป็นต้นแบบของดนตรีแนวนี้ได้แก่ Yes, Pink Floyd, Genesis, King Crimson, Emerson Lake and Palmer, Camel, Renaissance, Barclay James Harvest, The Moody Blues, etc. ซึ่งวงดนตรีเหล่านี้ล้วนเป็นต้นแบบที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษทั้งนั้น แต่ก็ยังมีโพรเกรสสีฟว์ร็อคฝีมือดีน่าสนใจที่มาจากประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรปและอเมริกาอีกด้วย เช่น Eloy (Germany), Premiata Fornery Marcony or PFM (Italy), Pulsar (France), Goblin (Italy), Banco (Italy), Amon Duul II (Germany), Gong (France), Tangerine Dream (Germany), Triumvirat (Germany), Focus (Netherlands), Starcastle (USA) etc. ซึ่งศิลปินเหล่านี้ส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลของแนวดนตรีจากกลุ่มแรกมาเป็นต้นแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีกลิ่นไอของ Yes, King Crimson, Pink Floyd, Genesis ปรากฎอยู่ในดนตรีที่ศิลปินกลุ่มหลังนี้นำเสนออยู่ ไม่มากก็น้อย บางครั้งก็ดูเหมือนแทบจะเป็นการ "โคลนนิ่ง" ผลงานกันเลยทีเดียว และตอนนี้ผมกำลังตั้งเป้าสะสมผลงานของศิลปินกลุ่มหลังนี้อยู่ เนื่องจากเห็นว่าได้สะสมงานของศิลปินกลุ่มต้นแบบไว้ครบหรือเกือบครบแล้ว จึงต้องมองหาศิลปินคนอิ่นหรือกลุ่มอื่นที่น่าสนใจ และจากการติดตามสะสมผลงานของศิลปินกลุ่มหลังนี้ ผมพบว่าศิลปินบางคนหรือบางวงก็มีผลงานที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าพวกแรกเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก &lt;a href="http://www.thaiavclub.org/forums/index.php?topic=3148.msg33781"&gt;http://www.thaiavclub.org/forums/index.php?topic=3148.msg33781&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5875994439120512258-1265641495951011910?l=kondontri.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://kondontri.blogspot.com/feeds/1265641495951011910/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5875994439120512258&amp;postID=1265641495951011910' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/1265641495951011910'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5875994439120512258/posts/default/1265641495951011910'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kondontri.blogspot.com/2008/06/progressive.html' title='Progressive'/><author><name>i-arts</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01925558284393576992</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_2PuVRw0WRPk/SF5rsL9soAI/AAAAAAAAAAM/FOvMU3FKBj8/S220/1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
